New Immissions/Updates:
boundless - educate - edutalab - empatico - es-ebooks - es16 - fr16 - fsfiles - hesperian - solidaria - wikipediaforschools
- wikipediaforschoolses - wikipediaforschoolsfr - wikipediaforschoolspt - worldmap -

See also: Liber Liber - Libro Parlato - Liber Musica  - Manuzio -  Liber Liber ISO Files - Alphabetical Order - Multivolume ZIP Complete Archive - PDF Files - OGG Music Files -

PROJECT GUTENBERG HTML: Volume I - Volume II - Volume III - Volume IV - Volume V - Volume VI - Volume VII - Volume VIII - Volume IX

Ascolta ""Volevo solo fare un audiolibro"" su Spreaker.
CLASSICISTRANIERI HOME PAGE - YOUTUBE CHANNEL
Privacy Policy Cookie Policy Terms and Conditions
กระบี่แสง - วิกิพีเดีย

กระบี่แสง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ลุค สกายวอล์คเกอร์ทดลองใช้กระบี่แสงของพ่อของตนเป็นครั้งแรก นับเป็นการใช้กระบี่แสงครั้งแรกสุดที่ผู้ชมภาพยนตร์สตาร์ วอร์สได้พบ
ลุค สกายวอล์คเกอร์ทดลองใช้กระบี่แสงของพ่อของตนเป็นครั้งแรก นับเป็นการใช้กระบี่แสงครั้งแรกสุดที่ผู้ชมภาพยนตร์สตาร์ วอร์สได้พบ

กระบี่แสง (อังกฤษ: Light saber) เป็นอาวุธในเนื้อเรื่องที่แต่งขึ้นและทรงอาณุภาพของอัศวินเจไดในจักรวาล สตาร์ วอร์ส มีลักษณะเป็นกระบี่(ตามชื่อภาษาอังกฤษ เซเบอร์ แปลว่า กระบี่) แต่แทนที่จะมีใบเป็นโลหะอย่างทั่วไป ใบดาบของกระบี่แสงจะเป็นเลเซอร์พลังสูง ซึ่งสามารถทะลุทะลวงโลหะแข็งได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก กระบี่แสงมีบทบาทสำคัญมากใน สตาร์ วอร์ส ทุกภาค ทั้งในภาพยนตร์ เกม และนวนิยาย

สารบัญ

[แก้] กระบี่แสงในจักรวาลสตาร์ วอร์ส

ใบดาบของกระบี่แสงเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี "frozen blaster" ลำแสงของใบดาบสามารถตัดผ่านผิวโลหะแข็งเกือบทุกชนิดได้ ยกเว้นใบดาบของกระบี่แสงด้ามอื่น โลหะจากแร่คอร์โทซิสและสนามพลังอื่น ๆ

ในยุคแรกนั้นกระบี่แสงเป็นอาวุธที่ใช้สำหรับการล้อมโจมตี ดังนั้นจึงมีส่วนกำเนิดพลังงานต่างหาก ต้นกำเนิดและส่วนประกอบพลังงานจะถูกย่อให้เล็กลงเพื่อสร้างเป็นอาวุธที่ใช้ในสถานการณ์ทั่วไปในยุคถัดมา การใช้กระบี่แสงในการต่อสู้นั้นจำเป็นจะต้องมีทักษะ ความมั่นใจ และความคล่องแคล่ว และหากมีความสอดคล้องกับพลังด้วยแล้วก็จะยิ่งมีผลดีมากขึ้น

ในสตาร์ วอร์สไตรภาคเดิมนั้น กระบี่แสงสำหรับเจไดจะมีเพียงสีฟ้าและสีเขียว โดยสีแดงนั้นจะเป็นของฝ่ายเจไดมืดหรือซิธ สำหรับใน จักรวาลขยาย (Expanded Universe : EU) และในไตรภาคต้นนั้นกระบี่แสงจะมีใบดาบหลายสี เช่น ฟ้า เขียว แดง ม่วง ส้ม เงิน น้ำเงินอมเขียว ชมพู บรอนซ์ เหลือง ขาวและทอง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ใน EU ไม่ได้กล่าวถึงนิยามของแต่ละสีและสีใดเป็นของเจไดหรือซิธเอาไว้ ได้มีการกล่าวถึงเหตุที่สีของกระบี่แสงมีน้อยลงตามสื่อต่างๆ ว่า จักรวรรดิได้ทำลายถ้ำที่สร้างคริสตัสสำหรับเจไดนำไปทำกระบี่แสงสีต่างๆ ไป ดังนั้นจึงมีการสร้างคริสตัลสังเคราะห์ขึ้นแทนคริสตัลตามธรรมชาติที่มีอยู่ในถ้ำ ซึ่งโดยปกติจะมีการสร้างคริสตัลสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นสีฟ้าและสีเขียวเท่านั้น โอบีวัน เคโนบีใช้กระบี่แสงที่มีใบดาบสีฟ้า ขณะที่ เมซ วินดูใช้ใบดาบสีม่วง

มีกระบี่แสงที่มีลักษณะพิเศษอยู่ด้ามหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยนักศึกษาเจไดนามว่าแกนโทรีส (Gantoris) โดยมีลักษณะเป็นสีม่วงที่มีรูปแบบเป็นแถบสายรุ้งรอบๆ ใจกลางลำแสงสีขาว สีของใบดาบจะขึ้นอยู่กับคริสตัลที่ใช้เป็นใจกลางในการสร้างดาบ โดยทั่วไปแล้วใบดาบสีฟ้าจะเกี่ยวโยงกับเจไดผู้คุ้มครอง (Guardian) สีเขียวจะเกี่ยวโยงกับเจไดทูต (Consular) และสีเหลืองจะเกี่ยวโยงกับเจไดพิทักษ์ (Sentinel) ส่วนสีแดงนั้นจะมีการเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิดกับซิธ อย่างไรก็ตาม เจไดหรือซิธแต่ละคนก็มีอิสระในการเลือกใช้สีดาบ ก่อนหน้านั้นในการสู้รบที่รูซาน (Ruusan) ใบดาบไฟก็เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ยุคหลังจากนั้นส่วนใหญ่จะมีการใช้คริสตัลจากระบบดาวอิลัม (Ilum) ซึ่งจะให้สีเขียวและฟ้า ส่วนเมซ วินดูนั้นกล้าเผชิญหน้ากับชาวเฮอร์ริเคนจึงได้คริสตัลสีม่วงที่หายากมา ในยุค New Jedi Order เจไดจะใช้ดาบสีแตกต่างกันมากมาย เช่น ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า ม่วง และฟ้าอ่อน

คริสตัลสังเคราะห์สีแดงที่นิยมใช้ในเหล่าซิธนั้นสามารถสร้างใบดาบที่มีพลังได้แข็งแกร่งกว่าคริสตัลสีฟ้าหรือสีเขียว แต่พลังที่ได้นั้นไม่มีความบริสุทธิ์เท่าคริสตัลจากธรรมชาติ จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการสร้างกระบี่แสง

[แก้] ชนิดของกระบี่แสง

  • กระบี่แสงใหญ่ (Great Lightsaber) นั้นเป็นดาบที่หายาก มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบี่แสงทั่ว ๆ ไป คือใช้คริสตัลเป็นศูนย์กลางและมีพลังในการสร้างดาบได้ยาวถึง 300 ซม. (9.8 ฟุต)
  • กระบี่แสงสองรูป (Dual-Phase Lightsaber) นั้นก็หายากเช่นกัน มีลักษณะที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีความยาวของใบดาบที่แตกต่างกัน 2 ระดับ กระบี่แสงของดาร์ธ เวเดอร์นับได้ว่าเป็นตัวอย่างของดาบชนิดนี้ ซึ่งจะมีปุ่มอยู่ที่ด้ามจับเพื่อช่วยให้ปรับขนาดความยาวได้ตามต้องการ
  • กระบี่แสงอิเล็กตรัม (Electrum Lightsaber) คือดาบที่ใช้กันทั่วไป โดยมีด้ามโลหะสีแวววาวคล้ายทอง

นอกจากนี้แล้วยังมีกระบี่แสงรูปแบบต่าง ๆ อีกมากโดยมีขนาดด้ามจับและใบดาบที่สั้นกว่า ( รู้จักกันทั่วไปในชื่อกระบี่แสงสั้น (Short Lightsaber) หรือมีดแสง (Light-dagger) ซึ่งสามารถใช้เป็นอาวุธสำรองหรือจะใช้เป็นอาวุธหลักสำหรับเจไดที่มีรูปร่างเล็กๆ อย่างโยดาก็ได้

  • กระบี่แสงสองคม (Double-Bladed Lightsaber) หรือ พลองแสง (Saber-Staff) เป็นกระบี่แสงที่มีลักษณะพิเศษ ด้ามจับมีขนาดยาวประมาณสามเท่าของกระบี่แสงมาตรฐาน และมีลำแสงของใบดาบอยู่ที่ปลายด้ามจับทั้งสองด้าน ซึ่งสามารถเปิดปิดลำแสงแต่ละอันได้อย่างอิสระต่อกัน ซึ่งทำให้มีประโยชน์ในการใช้งานได้อย่างรอบตัว อาวุธชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเอ็กซาร์ คุน ลอร์ดมืดแห่งซิธ เมื่อราว 4000 ปี ก่อนยุทธการยาวิน ดาบของคุนนั้นเป็นที่มีชื่อเสียง เนื่องจากเขาสามารถจับด้ามดาบได้กึ่งกลางพอดี ซึ่งทำให้พลังของใบดาบแตกต่างจากอาวุธอันทรงอานุภาพของเหล่าซิธและเจไดมืดคนอื่นๆแห่งสาธารณรัฐซิธใหม่แห่งดาร์ธ เรวาน นอกจากเอ็กซาร์ คุนแล้วก็ยังมีผู้ที่ใช้กระบี่แสงชนิดนี้อีก เช่น เซซไค เอลล์, ดาร์ธ แบนดอน, บาสติลา ชาน, ดาร์ธ มอล และแอซราเคล การใช้กระบี่แสงสองคมเป็นอาวุธหลักไม่เป็นที่ยอมรับในเหล่าเจไดเนื่องจากโดยธรรมชาติและการใช้งานแล้วกระบี่แสงชนิดนี้มีความแข็งกร้าว แม้ว่าเจไดส่วนใหญ่จะไม่ใช้กระบี่แสงสองคมในการฝึกฝน แต่เจไดบางคนก็มีความชำนาญในการใช้อาวุธชนิดนี้มาก

กระบี่แสงอีกชนิดหนึ่งได้แก่กระบองแสง (lightclub) ของเจไดมืดนาม กอร์ค ซึ่งมีขนาดใหญ่และหนักมาก และอีกชนิดหนึ่ง คือ แส้แสง (lightwhip) ซึ่งเป็นอาวุธที่หายาก มีผู้ครอบครองคือ จิธาไน (Githany), โอนา โนบิส (Ona Nobis) และ เลดี้ ลูมิยา

[แก้] ประวัติ

กระบี่แสงเป็นอาวุธหลักของเจไดแต่ก็นิยมใช้ในหมู่ซิธด้วยเช่นกัน หลังยุคการทำลายล้างเจได กระบี่แสงนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยาก กระบี่แสงนั้นโดยปกติแล้วจะจำกัดการใช้งานเฉพาะเจได เนื่องจากเป็นอาวุธที่ค่อนข้างอันตรายเกินไปและปืนแบลสเตอร์นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม กระบี่แสงนั้นก็มีคุณค่าสำหรับผู้สะสมและมีการขายกันในตลาดมืดด้วย

โดยปกติแล้ว เจไดจะได้รับกระบี่แสงในวันแรกของการฝึกฝน อาจารย์เจไดจะย้ำเสมอว่ากระบี่แสงนั้นคือตัววัดความก้าวหน้าของนักศึกษา โดยดูจากสมาธิและเทคนิคในการใช้ที่ก้าวหน้าขึ้น และในการทดสอบขั้นสุดท้ายของนักศึกษาเจไดนั้น คือการสร้างกระบี่แสงของตนเอง

คริสตัลคือหัวใจของคมดาบ

หัวใจหรือคริสตัลของเจได

เจไดคือคริสตัลของพลัง

พลังคือคมดาบของหัวใจ

ทั้งสามสิ่งนี้หลอมหลวมเป็นสิ่งเดียวกัน

คริสตัล คมดาบ เจได

เจ้าเป็นหนึ่งเดียว

คำกล่าวในพิธีสร้างกระบี่แสง จาก Clone Wars Micro Series

[แก้] การฝึกฝน

ในการฝึกฝนโดยทั่วไปจะใช้กระบี่แสงมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นแล้วอาจจะใช้กระบี่แสงที่มีพลังหรือขนาดลดลงก็ได้ เช่น โยดาที่ใช้กระบี่แสงขนาดเล็กลง ในการฝึกฝนมักจะใช้สีชมพูหรือสีฟ้า และไม่เป็นอันตรายมากนัก

เมื่ออยู่ในมือของผู้ที่ได้รับการฝึกฝนการใช้พลังแล้ว กระบี่แสงนั้นถือเป็นอาวุธที่มีพลังและมีประโยชน์มาก แต่หากอยู่ในมือของผู้ที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนนั้นกลับจะเป็นอันตรายของผู้ถือ เหตุผลหลักก็คือขาดความแม่นยำในการจับด้ามดาบขณะใช้งาน นอกจากนี้แล้วความโค้งของดาบและพลังของดาบจะทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนไม่สามารถถืออย่างมั่นคงได้ เช่น ครั้งแรกที่ลุค สกายวอล์กเกอร์จับดาบในเอพพิโสด IV กระบี่แสงสามารถตัดหรือทะลวงได้ทุกสิ่ง ยกเว้นใบดาบของกระบี่แสงด้ามอื่นและสนามพลังอื่นๆ ที่มีพลังมากพอจะกันพลังดาบได้ แต่ก็มีกระบี่แสงชนิดหนึ่งที่ไม่อยู่ภายใต้กฎเหล่านี้ นั่นคือกระบี่แสงที่ได้จากแร่ cortosis สามารถใช้ตัดใบดาบของกระบี่แสงด้ามอื่น สนามพลัง โลหะแข็งอื่นๆ หรือแม้แต่หนังหรือกระดองแข็งของสัตว์ เช่น taozin และ Lava Dragon ได้

[แก้] ศาสตร์การต่อสู้ด้วยกระบี่แสง

อาจารย์เจไดเมซ วินดู เป็นผู้ประดิษฐ์รูปแบบวาปัดขึ้น และเป็นผู้เดียวที่ใช้มันได้โดยไม่หลงเข้าสู่ด้านมืด
อาจารย์เจไดเมซ วินดู เป็นผู้ประดิษฐ์รูปแบบวาปัดขึ้น และเป็นผู้เดียวที่ใช้มันได้โดยไม่หลงเข้าสู่ด้านมืด

ศาสตร์การต่อสู้ด้วยกระบี่แสงคือรูปแบบการใช้กระบี่แสงเข้าต่อสู้ ค่อนข้างจะแตกต่างจากศิลปะการต่อสู้ในความจริงที่หมายถึงรูปแบบการฝึกฝนตรงที่ศาสตร์การต่อสู้ด้วยกระบี่แสงเหล่านี้เหมือนจะเป็นทฤษฎีและวิธีการในการฟันดาบเสียมากกว่า จนถึงปัจจุบันมีรูปแบบของศาสตร์การต่อสู้ด้วยกระบี่แสงอยู่ 7 รูปแบบ ได้แก่

  • รูปแบบที่หนึ่ง : ชิโช - "วิถีแห่งซาร์แลก" หรือรูปแบบแห่งการตัดสินใจ เป็นรูปแบบที่เป็นพื้นฐานที่สุด เป็นรูปแบบแรกที่จะถูกสอนให้กับผู้ฝึกใหม่ ผู้ใช้ที่เป็นที่รู้จักเช่น สตราสส์ อัลลี และคิต ฟิสโต
  • รูปแบบที่สอง : มาคาชิ - "วิถีแห่งอิซาลามิรี" หรือรูปแบบแห่งการต่อสู้ เป็นรูปแบบที่ให้ความได้เปรียบแก่ผู้ใช้ที่สุดในการต่อสู้แบบกระบี่แสงปะทะกระบี่แสง มีเจไดจำนวนน้อยที่ใช้รูปแบบนี้ในการต่อสู้ ผู้ใช้ที่เป็นที่รู้จักเช่น เคานท์ดูกู/ดาร์ธไทรานัส, กิ อะดิ มุนดิ และ ช้าก ติ
  • รูปแบบที่สาม : โซเรสุ - "วิถีแห่งไมน็อค" หรือรูปแบบแห่งความยืดหยุ่น เป็นรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับการปัดป้องลำแสงปืน ผู้ใช้กระบี่แสงจะใช้รูปแบบนี้ในการป้องกันตัวจากศัตรูถืออาวุธยิงจำนวนมาก ผู้ใช้ที่เป็นที่รู้จักเช่น โอบีวัน เคโนบี (ใช้ในเอพพิโซด 2, 3 และ 4), แบรริส ออฟฟี และ ลูมินารา อันดูลี
  • รูปแบบที่สี่ : อาตารุ - "วิถีแห่งค้างคาวฮอว์ค" หรือรูปแบบแห่งความก้าวร้าว เป็นรูปแบบที่ใช้การเคลื่อนไหวร่างกายความรวดเร็วอย่างมาก ศาสตร์นี้จำเป็นต้องใช้ "พลัง" ในการใช้กระบวนท่า ค่อนข้างจะเป็นรูปแบบที่ก้าวร้าวและเปิดช่องว่างมากเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่น ผู้ใช้ที่เป็นที่รู้จักเช่น โยดา, ไควกอน จินน์, เอย์ลา เซคูรา และ โอบีวัน เคโนบี (ใช้ในเอพพิโซด 1)
  • รูปแบบที่ห้า : ชิเอ็น / ด์เจ็ม โซ - "วิถีแห่งมังกรเครยท์" หรือรูปแบบแห่งความอุตสาหะ เป็นรูปแบบที่นำเอาความสามารถในการป้องกันตัวจากรูปแบบที่สามและปรับให้สามารถใช้ในการโจมตี ผู้ใช้รูปแบบนี้สามารถใช้กระบี่แสงในการปัดป้องลำแสงปืนให้สะท้อนกลับไปหาผู้ยิงได้ ผู้ใช้ที่เป็นที่รู้จักเช่น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์/ดาร์ธ เวเดอร์, ลุค สกายวอล์คเกอร์, เมซ วินดู, ไคล์ คาทาร์น, โพล คูน, แซซซี ทีน, อาเกน โคลาร์, ดาร์ธ เบน และอาจจะรวมถึงซิน ดราลลิก
  • รูปแบบที่หก : นิมาน - "วิถีแห่งแรนคอร์" หรือรูปแบบแห่งความพอดี เป็นรูปแบบที่ถูกใช้โดยเจไดจำนวนมากในช่วงที่สมุหนายกพัลพาทีนดำรงตำแหน่ง มีความสามารถครอบคลุมกว้าง แต่ไม่ดีเลิศทางด้านใดเลย เป็นที่น่าสังเกตว่าอัศวินเจไดที่เข้าร่วมยุทธการจีโอโนซิสทุกคนที่ใช้รูปแบบนิมานนั้นเสียชีวิตทั้งหมด ผู้ใช้ที่เป็นที่รู้จักเช่น โคลแมน เทรบอร์
  • รูปแบบที่เจ็ด : จูโย / วาปัด - "วิถีแห่งวอร์นสกร์" หรือรูปแบบแห่งความโหดร้าย เป็นรูปแบบที่เคยถือกันว่าเป็นรูปแบบที่ไม่สมบูรณ์ มีผู้ใช้น้อยมากทั้งเจไดและซิธ ไม่เคยมีเจไดในรุ่นใดๆ ใช้จูโยเป็นรูปแบบหลักในการต่อสู้ อาจารย์เจไดเมซ วินดู เป็นผู้สำเร็จการฝึกฝนรูปแบบที่เจ็ดนี้และประดิษฐ์รูปแบบการต่อสู้ที่ชื่อว่าวาปัดขึ้นมา อาจารย์วินดูตั้งชื่อวาปัดนี้จากสิ่งมีชีวิตบนซาราปินที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงเหลือเชื่อ วาปัดได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบที่ทรงพลังที่สุด แต่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้เนื่องจากการฝึกฝนรูปแบบนี้ทำให้ผู้ใช้ต้องย่างเข้าไปในเขตแดนของด้านมืดแห่งพลัง มีผู้สำเร็จการฝึกฝนรูปแบบวาปัดเพียงสี่คนทั่วทั้งกาแลกซีได้แก่ เมซ วินดู, โซรา บัลก์, เรวาน และ เดปา บิลลาบา ทุกคนนอกจากอาจารย์วินดูพลัดพลงสู่ด้านมืดทั้งหมด ผู้ฝึกรูปแบบจูโยมาตรฐานที่เป็นที่รู้จักเช่น ดาร์ธ มอล, นายพลกรีวัส และ คาวาร์

รูปแบบการต่อสู้ทั้งเจ็ดแบบนี้ปรากฏในหนังสือ Attack of the Clones: The Visual Dictionary และ Star Wars Insoder ฉบับที่ 62 ชื่อของรูปแบบต่างๆ นี้มาจากเกม Star Wars: Knights of the Old Republic II: The Sith Lords และจากหนังสือการ์ตูนและนิยายในจักรวาลขยายหลายเล่ม

นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆ ในการใช้กระบี่แสงอีก เช่นการใช้ดับเบิ้ลเบลดกระบี่แสงอย่างที่เห็นดาร์ธ มอลใช้ในเอพพิโสด Iซึ่งนับเป็นท่าหนึ่งที่หาดูได้ยากที่สุด

[แก้] การสร้างกระบี่แสง

กระบี่แสงสร้างขึ้นด้วยท่อโลหะขัดเงาขนาดยาวประมาณ 1 ฟุต ซึ่งจะมีช่องตรงกลางหลายด้ามด้านหนึ่งให้พลังงานแอนติโปรตอนบริสุทธิ์ไหลผ่านทำหน้าที่เป็นใบดาบ กระบี่แสงทุกด้ามจะประกอบไปด้วยวัสดุพื้นฐานคล้าย ๆ กันคือ

  • ด้ามจับ (handgrip)
  • โลหะส่งพลัง, ปุ่มกด, สวิตช์, หรืออุปกรณ์สร้างพลังงานภายใน (activation stud plate, button, switch, or internal Force-activated mechanism)
  • ปุ่มเซฟตี้ (safety or “dead-man’s” switch)
  • แหล่งกำเนิดพลัง (emitter matrix)
  • คริสตัลหลัก ( ซึ่งสร้างสีให้แก่ใบดาบ)
  • เลนส์รวมแสง (มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่คริสตัล)
  • ตัวปรับความยาวใบดาบ (เฉพาะสำหรับกระบี่แสงชนิดดูออล-เฟส)
  • เซลล์พลังงาน
  • ช่องปล่อยพลังงาน
  • ท่อพลังงาน
  • ช่องสำหรับรีชาร์จ
  • เครื่องสร้างการไหลเวียนของสนามพลัง
  • วงแหวนสำหรับรัด (อุปกรณ์เสริม)

กระบี่แสงคือพลังงานที่ถูกสร้างขึ้นโดยตัวควบคุมที่ด้ามดาบโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่คริสตัลรรมชาติที่จะพบได้บนดาวอิลุม (Ilum) เท่านั้น ในปีที่ 1000 BBY เจไดได้ใช้คริสตัลที่ได้มาจากดาวรูซาน (Ruusan) ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ววิธีการดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงการทำตามกันมาเป็นประเพณีมากกว่าความจำเป็น เนื่องจากจริงๆ แล้วคริสตัลที่สามารถนำมาใช้สร้างกระบี่แสงได้นั้นมีอยู่ทั่วไปในกาแล็กซี่ โดยเฉพะในช่วงการฟื้นฟู Jedi Order หลังยุคจักรวรรดิล่มสลาย ในขณะที่เจไดนั้นเน้นเรื่องการใช้คริสตัลที่เหมาะสม ทางฝ่ายซิธนั้นใช้คริสตัลสังเคราะห์ในการสร้างใบดาบสีแดง ซิธบางคนในยุคก่อนหน้านั้นใช้ดาบสีอื่น แต่ก็อาจเป็นเพราะซิธเหล่านั้นเคยเป็นเจไดมาก่อน เมื่อกลายเป็นซิธแล้วจึงยังคงใช้ดาบของตนเมื่อครั้งยังเป็นเจได ใน Shadow of the Empire กล่าวถึงลุค สกายวอล์กเกอร์ว่าใช้คริสตัลสังเคราะห์ในการสร้างกระบี่แสงของตนเอง ลุคได้สร้างกระบี่แสงที่มีใบดาบสีเขียวซึ่งสามารถนำมาสรุปได้ว่าซิธนั้นจงใจสร้างดาบของตนให้มีสีแดง

ดูออล-เฟสกระบี่แสงนั้นใช้คริสตัลที่สามารถสร้างระดับพลังที่แตกต่างกันตามที่ต้องการได้ มีสายไฟที่เชื่อมต่อกับไดอะเทียมเซลล์ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้แก่กระบี่แสง ที่ด้ามของกระบี่แสงชนิดนี้จะสามารถปรับเปลี่ยนมุมได้ซึ่งจะปรับตำแหน่งของคริสตัล ส่งผลให้ความยาวของด้ามดาบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าและสามารถเปลี่ยนสีได้ ผู้ใช้กระบี่แสงชนิดนี้ได้แก่ อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ , Micah Giiett, Gantoris และ Corran Horn

ดับเบิ้ลเบลดกระบี่แสงหรือกระบี่แสงสตาฟเป็นกระบี่แสงที่มีใบดาบสองใบในด้ามเดียวกัน เป็นอาวุธที่ใช้งานค่อนข้างยากแต่จะสร้างความอันตรายได้มากหากผู้ใช้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใช้กระบี่แสงชนิดนี้ได้แก่ ซิธลอร์ด Exar Kun, และนักศึกษาซิธนามดาร์ธ มอล กระบี่แสงของ Exar Kun นั้นเป็นทั้งแบบดับเบิ้ลเบลดและแบบดูออล-เฟส

เมื่อกดสวิชต์เซลล์พลังงานภายในจะสร้างพลังงานไฟฟ้าและเกิดเป็นใบดาบขึ้นจากคริสตัล ลำแสงจากแอนติโปรตอนจะปรากฏขึ้นตามที่ต้องการซึ่งอาจจะเกิดจากการสะท้อนจากคริสตัลชนิดหนึ่งมุม สองมุม หรืออาจหลายมุมตามแต่ที่ใช้ การกดสวิตช์จะก่อให้เกิดลำแสงพลังงานแอนติโปรตอนขั้วบวกขนาดความยาวประมาณหนึ่งเมตรขึ้น ลำแสงแอนติโปรตอนจะจะถูกดูดกลับมาที่ด้ามจับโดยกระแสไฟฟ้าขั้วลบ พลังงานแอนติโปรตอน

[แก้] ความสอดคล้องของความภักดี

"อาจารย์อีธ คอธ ข้ามีของบางสิ่งจะคืนท่าน มันเป็นสิ่งประดิษฐ์จากมือท่านที่ครั้งหนึ่งท่านเคยมอบให้ข้า ด้วยการคืนกระบี่แสงด้ามนี้ให้ท่าน แสดงถึงความเชื่อมั่นที่ข้ามีต่อท่านเช่นกัน"
―อาจารย์วินดู

ประเพณีของเจไดในการมอบดาบให้สมาชิกเจไดท่านอื่นนั้นเรียกว่า “ ความสอดคล้องของความภักดี” (Concordance of Fealty) การแลกเปลี่ยนนี้แสดงถึงความเคารพระหว่างเพื่อนแห่งพลัง และแสดงถึงว่าจะช่วยเหลือกันในการต่อสู้ มารยาทที่ดีในเหล่าเจไดนั้นคือการให้ความเคารพแก่กัน

[แก้] กระบี่แสงในภาพยนตร์

ในภาพยนตร์สตาร์ วอร์สฉบับดั้งเดิมนั้น ตัวด้ามดาบถูกส้รางขึ้นมาจากลำกล้องใส่แบตเตอรี่แฟลชของกล้องถ่ายรูป และใบดาบก็ถูกออกแบบมาโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการทำภาพเรืองแสงในกล้องถ่ายรูป ใบดาบนั้นมีสามด้านซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยตัวสะท้อนแสงอันเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในการทำป้ายสะท้อนแสงบนทางด่วน ในการถ่ายทำจะหันหลอดไฟที่ใช้เป็นด้ามดาบไปทางกล้องที่ใช้ถ่ายโดยให้สะท้อนกับแผ่นสะท้อนแสงในมุม 45 องศาจึงทองเห็นเป็นดาบเรืองแสงจากมุมกล้องที่จับภาพอยู่ ตัวมอเตอร์ในด้ามดาบจะคอยหมุนใบดาบซึ่งจะช่วยให้ใบดาบสะท้อนแสงในมุมกล้องถ่ายภาพ แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ก็ไม่เป็นที่น่าพอใจนักและต้องคอยจ้างทีมงานแอนนิเมชั่นให้มาคอยตกแต่งแสงของดาบด้วย

ใน The Empire Strikes Back ใบดาบของกระบี่แสงจะเป็นไม้ยาวสีขาวโดยลำแสงสว่างนั้นจะได้จากการทำแอนนิเมชั่น

ใน Return of the Jedi และภาคถัดจากนั้น ตัวด้ามดาบจะถูกทำมาจากอะลูมิเนียม และแทนที่จะใช้เทคนิคการสร้างแสงแบบแอนนิเมชั่นก็มีการนำไม้คาร์บอนมาใช้เป็นใบดาบในฉากการต่อสู้ ในเอพพิโสด I และ II มีการเปลี่ยนด้ามจับเป็นเรซิ่นและใช้ท่ออะลูมิเนียม ส่วนในเอพพิโสด III นั้นเปลี่ยนจากอะลูมิเนียมเป็นสารผสมระหว่างไฟเบอร์และคาร์บอนซึ่งผลิตขึ้นมาเป็นการเฉพาะมาใช้แทน ส่วนใบดาบในทั้งสามภาคหลังนั้นเป็นการสร้างขึ้นโดยวิธีดิจิตอล

สำหรับแฟนภาพยนตร์สตาร์ วอร์สแล้วก็มีการสร้างลำแสงกระบี่แสงโดยเทคนิคมากมาย ส่วนใหญ่ก็ได้แก่โปรแกรม AlamDV, Adobe After Effects, Adobe Photoshop, MainVision, The GIMP หรือ Blender

เสียงของดาบนั้นจะถูกเพิ่มเข้าไปในภายหลังโดยทีมเอฟเฟคทางด้านเสียง แต่ยวน แมกเกรเกอร์นั้นให้เสียงกระบี่แสงของตนเองในเอพพิโสด I ซึ่งเลียม นีสันและเฮย์เดน คริสเตนเซ่นก็ให้เสียงเองด้วยเช่นกันเสียงของกระบี่แสงนั้นเป็นเสียงผสมระหว่างลำแสงของเครื่องโปรเจคเตอร์และเสียงสัญญาณรบกวนจากโทรทัศน์ที่ใช้ระบบเคเบิลที่ไม่ได้ป้องกันเสียงรบกวน

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Static Wikipedia (no images)

aa - ab - af - ak - als - am - an - ang - ar - arc - as - ast - av - ay - az - ba - bar - bat_smg - bcl - be - be_x_old - bg - bh - bi - bm - bn - bo - bpy - br - bs - bug - bxr - ca - cbk_zam - cdo - ce - ceb - ch - cho - chr - chy - co - cr - crh - cs - csb - cu - cv - cy - da - de - diq - dsb - dv - dz - ee - el - eml - en - eo - es - et - eu - ext - fa - ff - fi - fiu_vro - fj - fo - fr - frp - fur - fy - ga - gan - gd - gl - glk - gn - got - gu - gv - ha - hak - haw - he - hi - hif - ho - hr - hsb - ht - hu - hy - hz - ia - id - ie - ig - ii - ik - ilo - io - is - it - iu - ja - jbo - jv - ka - kaa - kab - kg - ki - kj - kk - kl - km - kn - ko - kr - ks - ksh - ku - kv - kw - ky - la - lad - lb - lbe - lg - li - lij - lmo - ln - lo - lt - lv - map_bms - mdf - mg - mh - mi - mk - ml - mn - mo - mr - mt - mus - my - myv - mzn - na - nah - nap - nds - nds_nl - ne - new - ng - nl - nn - no - nov - nrm - nv - ny - oc - om - or - os - pa - pag - pam - pap - pdc - pi - pih - pl - pms - ps - pt - qu - quality - rm - rmy - rn - ro - roa_rup - roa_tara - ru - rw - sa - sah - sc - scn - sco - sd - se - sg - sh - si - simple - sk - sl - sm - sn - so - sr - srn - ss - st - stq - su - sv - sw - szl - ta - te - tet - tg - th - ti - tk - tl - tlh - tn - to - tpi - tr - ts - tt - tum - tw - ty - udm - ug - uk - ur - uz - ve - vec - vi - vls - vo - wa - war - wo - wuu - xal - xh - yi - yo - za - zea - zh - zh_classical - zh_min_nan - zh_yue - zu -

Static Wikipedia 2007 (no images)

aa - ab - af - ak - als - am - an - ang - ar - arc - as - ast - av - ay - az - ba - bar - bat_smg - bcl - be - be_x_old - bg - bh - bi - bm - bn - bo - bpy - br - bs - bug - bxr - ca - cbk_zam - cdo - ce - ceb - ch - cho - chr - chy - co - cr - crh - cs - csb - cu - cv - cy - da - de - diq - dsb - dv - dz - ee - el - eml - en - eo - es - et - eu - ext - fa - ff - fi - fiu_vro - fj - fo - fr - frp - fur - fy - ga - gan - gd - gl - glk - gn - got - gu - gv - ha - hak - haw - he - hi - hif - ho - hr - hsb - ht - hu - hy - hz - ia - id - ie - ig - ii - ik - ilo - io - is - it - iu - ja - jbo - jv - ka - kaa - kab - kg - ki - kj - kk - kl - km - kn - ko - kr - ks - ksh - ku - kv - kw - ky - la - lad - lb - lbe - lg - li - lij - lmo - ln - lo - lt - lv - map_bms - mdf - mg - mh - mi - mk - ml - mn - mo - mr - mt - mus - my - myv - mzn - na - nah - nap - nds - nds_nl - ne - new - ng - nl - nn - no - nov - nrm - nv - ny - oc - om - or - os - pa - pag - pam - pap - pdc - pi - pih - pl - pms - ps - pt - qu - quality - rm - rmy - rn - ro - roa_rup - roa_tara - ru - rw - sa - sah - sc - scn - sco - sd - se - sg - sh - si - simple - sk - sl - sm - sn - so - sr - srn - ss - st - stq - su - sv - sw - szl - ta - te - tet - tg - th - ti - tk - tl - tlh - tn - to - tpi - tr - ts - tt - tum - tw - ty - udm - ug - uk - ur - uz - ve - vec - vi - vls - vo - wa - war - wo - wuu - xal - xh - yi - yo - za - zea - zh - zh_classical - zh_min_nan - zh_yue - zu -

Static Wikipedia 2006 (no images)

aa - ab - af - ak - als - am - an - ang - ar - arc - as - ast - av - ay - az - ba - bar - bat_smg - bcl - be - be_x_old - bg - bh - bi - bm - bn - bo - bpy - br - bs - bug - bxr - ca - cbk_zam - cdo - ce - ceb - ch - cho - chr - chy - co - cr - crh - cs - csb - cu - cv - cy - da - de - diq - dsb - dv - dz - ee - el - eml - eo - es - et - eu - ext - fa - ff - fi - fiu_vro - fj - fo - fr - frp - fur - fy - ga - gan - gd - gl - glk - gn - got - gu - gv - ha - hak - haw - he - hi - hif - ho - hr - hsb - ht - hu - hy - hz - ia - id - ie - ig - ii - ik - ilo - io - is - it - iu - ja - jbo - jv - ka - kaa - kab - kg - ki - kj - kk - kl - km - kn - ko - kr - ks - ksh - ku - kv - kw - ky - la - lad - lb - lbe - lg - li - lij - lmo - ln - lo - lt - lv - map_bms - mdf - mg - mh - mi - mk - ml - mn - mo - mr - mt - mus - my - myv - mzn - na - nah - nap - nds - nds_nl - ne - new - ng - nl - nn - no - nov - nrm - nv - ny - oc - om - or - os - pa - pag - pam - pap - pdc - pi - pih - pl - pms - ps - pt - qu - quality - rm - rmy - rn - ro - roa_rup - roa_tara - ru - rw - sa - sah - sc - scn - sco - sd - se - sg - sh - si - simple - sk - sl - sm - sn - so - sr - srn - ss - st - stq - su - sv - sw - szl - ta - te - tet - tg - th - ti - tk - tl - tlh - tn - to - tpi - tr - ts - tt - tum - tw - ty - udm - ug - uk - ur - uz - ve - vec - vi - vls - vo - wa - war - wo - wuu - xal - xh - yi - yo - za - zea - zh - zh_classical - zh_min_nan - zh_yue - zu

Static Wikipedia February 2008 (no images)

aa - ab - af - ak - als - am - an - ang - ar - arc - as - ast - av - ay - az - ba - bar - bat_smg - bcl - be - be_x_old - bg - bh - bi - bm - bn - bo - bpy - br - bs - bug - bxr - ca - cbk_zam - cdo - ce - ceb - ch - cho - chr - chy - co - cr - crh - cs - csb - cu - cv - cy - da - de - diq - dsb - dv - dz - ee - el - eml - en - eo - es - et - eu - ext - fa - ff - fi - fiu_vro - fj - fo - fr - frp - fur - fy - ga - gan - gd - gl - glk - gn - got - gu - gv - ha - hak - haw - he - hi - hif - ho - hr - hsb - ht - hu - hy - hz - ia - id - ie - ig - ii - ik - ilo - io - is - it - iu - ja - jbo - jv - ka - kaa - kab - kg - ki - kj - kk - kl - km - kn - ko - kr - ks - ksh - ku - kv - kw - ky - la - lad - lb - lbe - lg - li - lij - lmo - ln - lo - lt - lv - map_bms - mdf - mg - mh - mi - mk - ml - mn - mo - mr - mt - mus - my - myv - mzn - na - nah - nap - nds - nds_nl - ne - new - ng - nl - nn - no - nov - nrm - nv - ny - oc - om - or - os - pa - pag - pam - pap - pdc - pi - pih - pl - pms - ps - pt - qu - quality - rm - rmy - rn - ro - roa_rup - roa_tara - ru - rw - sa - sah - sc - scn - sco - sd - se - sg - sh - si - simple - sk - sl - sm - sn - so - sr - srn - ss - st - stq - su - sv - sw - szl - ta - te - tet - tg - th - ti - tk - tl - tlh - tn - to - tpi - tr - ts - tt - tum - tw - ty - udm - ug - uk - ur - uz - ve - vec - vi - vls - vo - wa - war - wo - wuu - xal - xh - yi - yo - za - zea - zh - zh_classical - zh_min_nan - zh_yue - zu