การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบหนึ่งของไทยตามที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญนอกจากระบบแบ่งเขต โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยเลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญชีเดียว โดยถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
ในการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องจัดทำบัญชีพรรคการเมืองละ 1 บัญชี ไม่เกินบัญชีละ 100 คน โดยมีหลักเกณฑ์ตามลำดับ ดังนี้
- บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต้องประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม
- ในการที่พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อบุคคลใดต้องได้รับความยินยอมเป็นหลักฐานโดยชัดแจ้งจากบุคคลนั้น และบุคคลดังกล่าวต้องเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่จะเสนอรายชื่อเพียงพรรคเดียว
- ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยให้จัดเรียงลำดับรายชื่อผู้สมัครตามลำดับหมายเลขไม่เกินจำนวน 100 คน
การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคการเมือง ต้องยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามวันเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งหนังสือยินยอมของผู้สมัคร และเงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละ 10,000 บาท และมีหลักฐานการสมัครครบถ้วนตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
การคำนวณหาผู้ได้รับเลือกตั้งในกรณีของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จะคำนวณจากสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะได้รับเลือกในแต่ละพรรคการเมือง โดยมีวิธีดังนี้คือ
- รวมผลการนับคะแนนทั้งหมดที่พรรคการเมืองได้รับคะแนนจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น แล้วนำคะแนนจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนน้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนคะแนนที่นับได้ทั้งหมดหักออก โดยไม่นำมารวมคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้ง
- นำคะแนนรวมที่เหลือภายหลังจากหักคะแนนแล้วหารด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็นจำนวนคะแนนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คน
- ในการคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งแต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้รับ ต้องนำคะแนนรวมของบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนร้อยละ 5 ขึ้นไปหารด้วยจำนวนคะแนนเฉลี่ยดังกล่าวแล้ว ผลลัพธ์ที่เป็นจำนวนเต็มที่ได้รับคือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ โดยเรียงลำดับจากรายชื่อแรกของบัญชีรายชื่อเป็นลำดับไป
- หากในกรณีที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับรวมกันทุกพรรคมีจำนวนไม่ครบ 100 คน พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ของคะแนนเป็นเศษที่มีจำนวนมากที่สุดจะได้รับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีก 1 คน เรียงตามลำดับจนกว่าจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกันครบจำนวน 100 คน ทั้งนี้ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับตามผลการคำนวณนั้นจะต้องไม่เกิน จำนวนตามที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้จัดทำขึ้น
[แก้] ตัวอย่างการคิดคะแนน
จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้กำหนดสมมุติว่าเท่ากับ 60 ล้านคน (60 ล้านคะแนน)
พรรค ก. , ข. , ค. , ง. , จ. , ช. ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบอบบัญชีรายชื่อผลออกมาเป็นดังนี้
- พรรค ก. ได้ 20 ล้านคะแนน
- พรรค ข. ได้ 15 ล้านคะแนน
- พรรค ค. ได้ 12 ล้านคะแนน
- พรรค ง. ได้ 10 ล้านคะแนน
- พรรค จ. ได้ 2 ล้านคะแนน
- พรรค ช. ได้ 1 ล้านคะแนน
จำนวนร้อยละ 5 ของคะแนนทั้งหมดจะเป็น 3 ล้านคะแนน
เพราะฉะนั้นคะแนนของ พรรค จ. และ พรรค ช. จะไม่ถูกนำมาคิดสัดส่วนสส.เพราะคะแนนไม่ถึงร้อยละ 5
ฉะนั้นคะแนนของ 4 พรรคที่เหลือจะรวมกันได้ 57 ล้านคะแนน จะต้องนำคะแนนมาหาร 100 จะได้เท่ากับ 5 แสน 7 หมื่นคะแนน
เราจะต้องเอา 570,000 มาหารกับคะแนนทั้งหมดของแต่ละพรรค ซึ่งถ้าคะแนนถึง 570,000 ก็จะได้สส.อย่างน้อย 1 คน (จำนวนที่คิดได้นี้จะปัดเศษทั้งหมด เพื่อดูก่อนว่าจะได้สส.ครบ 100 คนหรือไม่)
- พรรค ก. ได้สส. 35 คน
- พรรค ข. ได้สส. 26 คน
- พรรค ค. ได้สส. 21 คน
- พรรค ง. ได้สส. 17 คน
รวมแล้วจะได้สส. 99 คน ซึ่งจะขาดอีกเพียง 1 คน ฉะนั้นจะต้องพิจารณาเศษคะแนนว่าพรรคใดจะใกล้เคียงมากที่สุด ผลปรากฏว่า
- พรรค ก. เศษเท่ากับ 50,000 คะแนน
- พรรค ข. เศษเท่ากับ 180,000 คะแนน
- พรรค ค. เศษเท่ากับ 30,000 คะแนน
- พรรค ง. เศษเท่ากับ 310,000 คะแนน
- พรรค ง. เศษมีมากที่สุดจึงได้ สส. เพิ่มอีก 1 คน ซึ่งจะเท่ากับ 100 คนพอดี สรุปได้ว่า
[แก้] สรุป
- พรรค ก. ได้สส. 35 คน
- พรรค ข. ได้สส. 26 คน
- พรรค ค. ได้สส. 21 คน
- พรรค ง. ได้สส. 18 คน
[แก้] ดูเพิ่ม
- การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- ดูข้อมูลรัฐธรรมนูญต้นฉบับที่วิกิซอร์ส รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐) ม. ๙๘-๑๐๐ และ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ม. ๓๕, ๓๖ และ ๗๖